พุทธศักราช 2556 เป็นปีที่ ปราสาทนครวัด มีอายุเต็ม 900 ปี นับจากปีที่เริ่มสร้าง ตัวเลขนี้ได้มาจากสมมุติฐานว่า กษัตริย์ผู้สร้างมหาปราสาทหลังนี้ คือพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เริ่มต้นสร้างนครวัดเป็นเทวาลัยถวายพระนารายณ์ หรือพระวิษณุเทพ ในปีแรกที่พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ (ตามแบบอย่างที่บุรพกษัตริย์รัชกาลก่อนเคยกระทำมา) ซึ่งจากหลักฐานในศิลาจารึกระบุว่าเป็นปี พ.ศ.1656 ถึงปีนี้ก็ 900 ปีเต็ม เทวาลัยหลังนี้มีชื่อที่ระบุไว้ในศิลาจารึกว่า “บรมวิษณุโลก” หรือโลกของพระวิษณุ-เทพผู้ยิ่งใหญ่ แต่ด้วยความที่มีขนาดใหญ่โตโอฬารกว่าปราสาทใดๆ คนรุ่นหลังนึกว่าเป็นเมือง จึงเรียก “นครวัด” ทั้งๆ ที่เป็นเพียงปราสาทหลังหนึ่งในเมืองพระนคร หรือ “อังกอร์” ของเขมรแต่โบราณ และความที่ใหญ่เสียยิ่งกว่าปราสาทหินต้นแบบในอินเดียใต้ นครวัดจึงถูกยกให้เป็นปราสาทหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เคยถูกจัดให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในรอบพันปี ปัจจุบันองค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่จะมีนักท่องเที่ยวนานาชาติพันธุ์จากทั่วทุกมุมโลก แห่กันมาชมนครวัด โดยเฉพาะในหน้าหนาว มองไกลๆ คล้ายฝูงมดไต่ภูเขาหินยั้วเยี้ยไปหมด แต่นครวัดต่างกับพีระมิด คือมีเรื่องราวรายละเอียดของภาพแกะสลักหินประดับไว้อย่างวิลิศมาหรามากมาย แค่ยืนชมและบันทึกภาพความอลังการอยู่ห่างๆ อย่างพีระมิด ก็เหมือนยังมิได้สัมผัสความงามที่แท้ของนครวัด ตรงนี้แหละ ที่ถ้าทุกคนไปยืนรุมดูภาพแกะสลักพร้อมๆ กัน ก็ยากจะเกิดสุนทรียภาพได้ เพราะมีแต่เสียงไกด์ไทย จีน อังกฤษ เกาหลี ฝรั่งเศส แข่งกันบรรยายดังเจี๊ยวจ๊าวไปหมด ผมจึงมีเคล็ดลับการชมนครวัดที่ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ถ้าชอบก็นำไปใช้ได้ กล่าวคือสูตรเดิมเขาบอกว่า เช้าให้เข้าบายน (นครธม) บ่ายค่อยไปชมนครวัด เพราะนครวัดหันด้านหน้าไปทางทิศตะวันตก ช่วงบ่ายแดดจะส่องตรงองค์ปราสาทสวยพอดี แต่ก็จะเจอนักท่องเที่ยวอลังการล้านแปด ผมจึงกลับทางซะ โดย เข้าชมนครวัดช่วงเช้า และเข้าทางด้านหลังของปราสาท คือทางทิศตะวันออก ซึ่งแสงเช้าจะส่องตรงองค์ปราสาทสวยพอดีเช่นกัน เพียงแต่ด้านหลังไม่มีทางเดินปูด้วยหินเป็นเส้นนำสายตา เหมือนด้านหน้าเท่านั้นเอง จากนั้น เมื่อเข้าไปแล้ว ก็ยังไม่ชมภาพแกะสลักที่ระเบียงปราสาท (ตามธรรมเนียมที่นิยมกัน แต่จะเดินตรงขึ้นไปจนถึงปรางค์ประธาน ที่ชั้นสามของปราสาท ซึ่งถือว่าเป็นยอดเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางของโลกและจักรวาล และเป็นที่ประทับของเทพเจ้าตามคติฮินดู ขึ้นไปชมภาพแกะสลักเทพอัปสร หรือนางอัปสรา องค์ที่ได้รับการยกย่องว่างามวิจิตรตระการตาที่สุด ในบรรดาภาพนางอัปสรากว่า 1,700 องค์ที่แกะสลักไว้รายรอบปราสาทนครวัด ชมจนอิ่มตาอิ่มใจแล้ว ค่อยย้อนกลับลงมาละเลียดชมภาพแกะสลักเล่าเรื่องมหากาพย์รามายณะ และมหาภารตยุทธ ในขณะที่คนส่วนใหญ่เดินสวนเราขึ้นไปปรางค์ประธาน วิธีเดินสวนทางกับคนอื่นเช่นนี้ ไม่ใช่จะไม่เจอคนเสียเลย เพราะมีนักท่องเที่ยวไม่น้อยที่คิดแบบนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าสูตรเดิม ที่แห่ไปชมจุดเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน พาลให้หงุดหงิดเสียอารมณ์ ที่สำคัญ อย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้ มีกฎระเบียบที่นักท่องเที่ยวควรทราบ คือต้องแต่งกายให้เรียบร้อย เป็นการเคารพต่อโบราณสถานอันเป็นสัญลักษณ์ของชาติกัมพูชา ประเภทกระโปรงสั้นเต่อ กางเกงขาสั้นจู๋ สวมเสื้อแขนกุด เปิดแผ่นหลังอร่าม จะถูกห้ามเข้านครวัด นอกจากนั้น บริเวณปรางค์ประธาน ชั้น 3 พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สุดของตัวปราสาท จะปิดไม่ให้ขึ้นชมเดือนละ 4 วัน ในทุกวันพระ (เพราะนครวัดถูกเปลี่ยนจากเทวสถานฮินดูเป็นพุทธสถานแล้ว) เพื่อให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ผ่อนพักจากการต้อนรับผู้คนมากมายในแต่ละวันบ้าง อย่างเดือนนี้ปิดในวันที่ 5, 11, 19 และ 26 มกราคม ซึ่งในความเป็นจริง เทวสถานฮินดูแต่โบราณก็ไม่ได้เปิดให้ชาวบ้านขึ้นไปกราบไหว้ได้อิสระ จะมีเพียงพราหมณ์คอยทำหน้าที่ติดต่อกับเทพเจ้า โดยสวดมนต์ จุดกำยาน รดน้ำ เซ่นสังเวยเทวดาในแต่ละวัน กับอีกชนชั้นหนึ่ง คือกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ส่วนชาวบ้านรอรับน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้านนอก จึงเห็นว่าบันไดขึ้นสู่ปรางค์ประธานชั้น 3 นั้นทั้งสูงและชัน เพราะไม่ได้สร้างให้คนนับเป็นพันๆ ปีนขึ้นไปเช่นทุกวันนี้ จึงคาดว่าในอนาคตอาจมีคำสั่งปิดสนิทชั้น 3 เพื่อรักษานครวัดไว้ให้ยาวนานที่สุด เพราะเวลานี้ สิ่งที่ยูเนสโกกังวลมาก คือการที่เมืองเสียมเรียบมีโรงแรม เกสต์เฮ้าส์ผุดขึ้นมากมายมหาศาล โดยระบบประปารองรับไม่ทัน จึงต่างก็ขุดเอาน้ำบาดาลมาใช้ จนน่าเป็นห่วงว่าจะส่งผลให้นครวัดทรุดตัวลงได้ ว่ากันว่า รัฐบาลมีโครงการลงทุนทำระบบประปาใหม่ โดยต้องทุ่มงบถึงราว 500 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะดึงงบจากไหนมาลงทุน แต่ผมคิดว่า ถ้าจำเป็นจริงๆ จะสักกี่ร้อยล้านก็ต้องทำ เพราะถ้าถึงวันที่นครวัดทรุดจริงๆ อาจโกลาหลกันทั้งประเทศ เพราะเป็นที่ทราบดีว่า นครวัด นครธมนั้น นำรายได้เข้ากัมพูชามากเป็นอันดับหนึ่ง ปัจจุบันนี้ สิ่งที่ “อัปสรา” (APSRA) หน่วยพิทักษ์โบราณสถานของทางการกัมพูชาทำได้ คือห้ามไม่ให้รถบัสขนาดใหญ่เข้าไปแล่นในเขตอนุรักษ์ชั้นในสุดเท่านั้น แต่ปัญหาหลักเรื่องน้ำบาดาลยังหนักอกกันอยู่ ไม่แน่ว่าถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ เสถียรภาพของนครวัด อาจสั่นสะเทือนเสถียรภาพของรัฐบาลกัมพูชาด้วย ไหนๆ ก็แนะนำเคล็ดลับชมนครวัดแล้ว อยากบอกว่า โปรแกรมยอดนิยม ชมนครวัด แล้วปีนเขาขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกที่ “พนมบาแคง” ผมเลิกปีนขึ้นไปหลายปีมาแล้ว ด้วยปัญหาเดิม คือผู้คนมหาศาลล้านแปด ดูจบแล้วรถติดยาวเหยียด น่าเบื่อสุดๆ ผมเลยหันไปปีน “ปราสาทแปรรูป” แทน เพราะปีนง่าย คนไม่เยอะ แล้วยังได้ชมสิ่งแปลก ๆ คือปูนปั้นเป็นรูปเทพธิดามีปากเหมือนหมู บางคนตั้งชื่อให้ว่า “นางอัปสราแก้วหน้าม้า” แต่ผมคิดว่าเป็นรูป “วราหิเทวี” ชายาของพระนารายณ์ ในภาคที่อวตารเป็นหมูป่า เรียกกันว่า “วราหาวตาร” มากกว่า ส่วนที่ว่าครบ 900 ปีนครวัดทั้งที จะมีงานฉลองใหญ่โตหรือไม่? สงสัยต้อง...โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ............................................ (เคล็ดลับเที่ยว 900 ปี มหาศิลานคร : คอลัมน์ท่องไปกับใจตน : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล)
Thursday, January 17, 2013
เคล็ดลับเที่ยว 900 ปี มหาศิลานคร
เคล็ดลับเที่ยว 900 ปี มหาศิลานคร 
พุทธศักราช 2556 เป็นปีที่ ปราสาทนครวัด มีอายุเต็ม 900 ปี นับจากปีที่เริ่มสร้าง ตัวเลขนี้ได้มาจากสมมุติฐานว่า กษัตริย์ผู้สร้างมหาปราสาทหลังนี้ คือพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เริ่มต้นสร้างนครวัดเป็นเทวาลัยถวายพระนารายณ์ หรือพระวิษณุเทพ ในปีแรกที่พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ (ตามแบบอย่างที่บุรพกษัตริย์รัชกาลก่อนเคยกระทำมา) ซึ่งจากหลักฐานในศิลาจารึกระบุว่าเป็นปี พ.ศ.1656 ถึงปีนี้ก็ 900 ปีเต็ม เทวาลัยหลังนี้มีชื่อที่ระบุไว้ในศิลาจารึกว่า “บรมวิษณุโลก” หรือโลกของพระวิษณุ-เทพผู้ยิ่งใหญ่ แต่ด้วยความที่มีขนาดใหญ่โตโอฬารกว่าปราสาทใดๆ คนรุ่นหลังนึกว่าเป็นเมือง จึงเรียก “นครวัด” ทั้งๆ ที่เป็นเพียงปราสาทหลังหนึ่งในเมืองพระนคร หรือ “อังกอร์” ของเขมรแต่โบราณ และความที่ใหญ่เสียยิ่งกว่าปราสาทหินต้นแบบในอินเดียใต้ นครวัดจึงถูกยกให้เป็นปราสาทหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เคยถูกจัดให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในรอบพันปี ปัจจุบันองค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่จะมีนักท่องเที่ยวนานาชาติพันธุ์จากทั่วทุกมุมโลก แห่กันมาชมนครวัด โดยเฉพาะในหน้าหนาว มองไกลๆ คล้ายฝูงมดไต่ภูเขาหินยั้วเยี้ยไปหมด แต่นครวัดต่างกับพีระมิด คือมีเรื่องราวรายละเอียดของภาพแกะสลักหินประดับไว้อย่างวิลิศมาหรามากมาย แค่ยืนชมและบันทึกภาพความอลังการอยู่ห่างๆ อย่างพีระมิด ก็เหมือนยังมิได้สัมผัสความงามที่แท้ของนครวัด ตรงนี้แหละ ที่ถ้าทุกคนไปยืนรุมดูภาพแกะสลักพร้อมๆ กัน ก็ยากจะเกิดสุนทรียภาพได้ เพราะมีแต่เสียงไกด์ไทย จีน อังกฤษ เกาหลี ฝรั่งเศส แข่งกันบรรยายดังเจี๊ยวจ๊าวไปหมด ผมจึงมีเคล็ดลับการชมนครวัดที่ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ถ้าชอบก็นำไปใช้ได้ กล่าวคือสูตรเดิมเขาบอกว่า เช้าให้เข้าบายน (นครธม) บ่ายค่อยไปชมนครวัด เพราะนครวัดหันด้านหน้าไปทางทิศตะวันตก ช่วงบ่ายแดดจะส่องตรงองค์ปราสาทสวยพอดี แต่ก็จะเจอนักท่องเที่ยวอลังการล้านแปด ผมจึงกลับทางซะ โดย เข้าชมนครวัดช่วงเช้า และเข้าทางด้านหลังของปราสาท คือทางทิศตะวันออก ซึ่งแสงเช้าจะส่องตรงองค์ปราสาทสวยพอดีเช่นกัน เพียงแต่ด้านหลังไม่มีทางเดินปูด้วยหินเป็นเส้นนำสายตา เหมือนด้านหน้าเท่านั้นเอง จากนั้น เมื่อเข้าไปแล้ว ก็ยังไม่ชมภาพแกะสลักที่ระเบียงปราสาท (ตามธรรมเนียมที่นิยมกัน แต่จะเดินตรงขึ้นไปจนถึงปรางค์ประธาน ที่ชั้นสามของปราสาท ซึ่งถือว่าเป็นยอดเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางของโลกและจักรวาล และเป็นที่ประทับของเทพเจ้าตามคติฮินดู ขึ้นไปชมภาพแกะสลักเทพอัปสร หรือนางอัปสรา องค์ที่ได้รับการยกย่องว่างามวิจิตรตระการตาที่สุด ในบรรดาภาพนางอัปสรากว่า 1,700 องค์ที่แกะสลักไว้รายรอบปราสาทนครวัด ชมจนอิ่มตาอิ่มใจแล้ว ค่อยย้อนกลับลงมาละเลียดชมภาพแกะสลักเล่าเรื่องมหากาพย์รามายณะ และมหาภารตยุทธ ในขณะที่คนส่วนใหญ่เดินสวนเราขึ้นไปปรางค์ประธาน วิธีเดินสวนทางกับคนอื่นเช่นนี้ ไม่ใช่จะไม่เจอคนเสียเลย เพราะมีนักท่องเที่ยวไม่น้อยที่คิดแบบนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าสูตรเดิม ที่แห่ไปชมจุดเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน พาลให้หงุดหงิดเสียอารมณ์ ที่สำคัญ อย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้ มีกฎระเบียบที่นักท่องเที่ยวควรทราบ คือต้องแต่งกายให้เรียบร้อย เป็นการเคารพต่อโบราณสถานอันเป็นสัญลักษณ์ของชาติกัมพูชา ประเภทกระโปรงสั้นเต่อ กางเกงขาสั้นจู๋ สวมเสื้อแขนกุด เปิดแผ่นหลังอร่าม จะถูกห้ามเข้านครวัด นอกจากนั้น บริเวณปรางค์ประธาน ชั้น 3 พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สุดของตัวปราสาท จะปิดไม่ให้ขึ้นชมเดือนละ 4 วัน ในทุกวันพระ (เพราะนครวัดถูกเปลี่ยนจากเทวสถานฮินดูเป็นพุทธสถานแล้ว) เพื่อให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ผ่อนพักจากการต้อนรับผู้คนมากมายในแต่ละวันบ้าง อย่างเดือนนี้ปิดในวันที่ 5, 11, 19 และ 26 มกราคม ซึ่งในความเป็นจริง เทวสถานฮินดูแต่โบราณก็ไม่ได้เปิดให้ชาวบ้านขึ้นไปกราบไหว้ได้อิสระ จะมีเพียงพราหมณ์คอยทำหน้าที่ติดต่อกับเทพเจ้า โดยสวดมนต์ จุดกำยาน รดน้ำ เซ่นสังเวยเทวดาในแต่ละวัน กับอีกชนชั้นหนึ่ง คือกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ส่วนชาวบ้านรอรับน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้านนอก จึงเห็นว่าบันไดขึ้นสู่ปรางค์ประธานชั้น 3 นั้นทั้งสูงและชัน เพราะไม่ได้สร้างให้คนนับเป็นพันๆ ปีนขึ้นไปเช่นทุกวันนี้ จึงคาดว่าในอนาคตอาจมีคำสั่งปิดสนิทชั้น 3 เพื่อรักษานครวัดไว้ให้ยาวนานที่สุด เพราะเวลานี้ สิ่งที่ยูเนสโกกังวลมาก คือการที่เมืองเสียมเรียบมีโรงแรม เกสต์เฮ้าส์ผุดขึ้นมากมายมหาศาล โดยระบบประปารองรับไม่ทัน จึงต่างก็ขุดเอาน้ำบาดาลมาใช้ จนน่าเป็นห่วงว่าจะส่งผลให้นครวัดทรุดตัวลงได้ ว่ากันว่า รัฐบาลมีโครงการลงทุนทำระบบประปาใหม่ โดยต้องทุ่มงบถึงราว 500 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะดึงงบจากไหนมาลงทุน แต่ผมคิดว่า ถ้าจำเป็นจริงๆ จะสักกี่ร้อยล้านก็ต้องทำ เพราะถ้าถึงวันที่นครวัดทรุดจริงๆ อาจโกลาหลกันทั้งประเทศ เพราะเป็นที่ทราบดีว่า นครวัด นครธมนั้น นำรายได้เข้ากัมพูชามากเป็นอันดับหนึ่ง ปัจจุบันนี้ สิ่งที่ “อัปสรา” (APSRA) หน่วยพิทักษ์โบราณสถานของทางการกัมพูชาทำได้ คือห้ามไม่ให้รถบัสขนาดใหญ่เข้าไปแล่นในเขตอนุรักษ์ชั้นในสุดเท่านั้น แต่ปัญหาหลักเรื่องน้ำบาดาลยังหนักอกกันอยู่ ไม่แน่ว่าถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ เสถียรภาพของนครวัด อาจสั่นสะเทือนเสถียรภาพของรัฐบาลกัมพูชาด้วย ไหนๆ ก็แนะนำเคล็ดลับชมนครวัดแล้ว อยากบอกว่า โปรแกรมยอดนิยม ชมนครวัด แล้วปีนเขาขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกที่ “พนมบาแคง” ผมเลิกปีนขึ้นไปหลายปีมาแล้ว ด้วยปัญหาเดิม คือผู้คนมหาศาลล้านแปด ดูจบแล้วรถติดยาวเหยียด น่าเบื่อสุดๆ ผมเลยหันไปปีน “ปราสาทแปรรูป” แทน เพราะปีนง่าย คนไม่เยอะ แล้วยังได้ชมสิ่งแปลก ๆ คือปูนปั้นเป็นรูปเทพธิดามีปากเหมือนหมู บางคนตั้งชื่อให้ว่า “นางอัปสราแก้วหน้าม้า” แต่ผมคิดว่าเป็นรูป “วราหิเทวี” ชายาของพระนารายณ์ ในภาคที่อวตารเป็นหมูป่า เรียกกันว่า “วราหาวตาร” มากกว่า ส่วนที่ว่าครบ 900 ปีนครวัดทั้งที จะมีงานฉลองใหญ่โตหรือไม่? สงสัยต้อง...โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ............................................ (เคล็ดลับเที่ยว 900 ปี มหาศิลานคร : คอลัมน์ท่องไปกับใจตน : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล)
พุทธศักราช 2556 เป็นปีที่ ปราสาทนครวัด มีอายุเต็ม 900 ปี นับจากปีที่เริ่มสร้าง ตัวเลขนี้ได้มาจากสมมุติฐานว่า กษัตริย์ผู้สร้างมหาปราสาทหลังนี้ คือพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เริ่มต้นสร้างนครวัดเป็นเทวาลัยถวายพระนารายณ์ หรือพระวิษณุเทพ ในปีแรกที่พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ (ตามแบบอย่างที่บุรพกษัตริย์รัชกาลก่อนเคยกระทำมา) ซึ่งจากหลักฐานในศิลาจารึกระบุว่าเป็นปี พ.ศ.1656 ถึงปีนี้ก็ 900 ปีเต็ม เทวาลัยหลังนี้มีชื่อที่ระบุไว้ในศิลาจารึกว่า “บรมวิษณุโลก” หรือโลกของพระวิษณุ-เทพผู้ยิ่งใหญ่ แต่ด้วยความที่มีขนาดใหญ่โตโอฬารกว่าปราสาทใดๆ คนรุ่นหลังนึกว่าเป็นเมือง จึงเรียก “นครวัด” ทั้งๆ ที่เป็นเพียงปราสาทหลังหนึ่งในเมืองพระนคร หรือ “อังกอร์” ของเขมรแต่โบราณ และความที่ใหญ่เสียยิ่งกว่าปราสาทหินต้นแบบในอินเดียใต้ นครวัดจึงถูกยกให้เป็นปราสาทหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เคยถูกจัดให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในรอบพันปี ปัจจุบันองค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่จะมีนักท่องเที่ยวนานาชาติพันธุ์จากทั่วทุกมุมโลก แห่กันมาชมนครวัด โดยเฉพาะในหน้าหนาว มองไกลๆ คล้ายฝูงมดไต่ภูเขาหินยั้วเยี้ยไปหมด แต่นครวัดต่างกับพีระมิด คือมีเรื่องราวรายละเอียดของภาพแกะสลักหินประดับไว้อย่างวิลิศมาหรามากมาย แค่ยืนชมและบันทึกภาพความอลังการอยู่ห่างๆ อย่างพีระมิด ก็เหมือนยังมิได้สัมผัสความงามที่แท้ของนครวัด ตรงนี้แหละ ที่ถ้าทุกคนไปยืนรุมดูภาพแกะสลักพร้อมๆ กัน ก็ยากจะเกิดสุนทรียภาพได้ เพราะมีแต่เสียงไกด์ไทย จีน อังกฤษ เกาหลี ฝรั่งเศส แข่งกันบรรยายดังเจี๊ยวจ๊าวไปหมด ผมจึงมีเคล็ดลับการชมนครวัดที่ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ถ้าชอบก็นำไปใช้ได้ กล่าวคือสูตรเดิมเขาบอกว่า เช้าให้เข้าบายน (นครธม) บ่ายค่อยไปชมนครวัด เพราะนครวัดหันด้านหน้าไปทางทิศตะวันตก ช่วงบ่ายแดดจะส่องตรงองค์ปราสาทสวยพอดี แต่ก็จะเจอนักท่องเที่ยวอลังการล้านแปด ผมจึงกลับทางซะ โดย เข้าชมนครวัดช่วงเช้า และเข้าทางด้านหลังของปราสาท คือทางทิศตะวันออก ซึ่งแสงเช้าจะส่องตรงองค์ปราสาทสวยพอดีเช่นกัน เพียงแต่ด้านหลังไม่มีทางเดินปูด้วยหินเป็นเส้นนำสายตา เหมือนด้านหน้าเท่านั้นเอง จากนั้น เมื่อเข้าไปแล้ว ก็ยังไม่ชมภาพแกะสลักที่ระเบียงปราสาท (ตามธรรมเนียมที่นิยมกัน แต่จะเดินตรงขึ้นไปจนถึงปรางค์ประธาน ที่ชั้นสามของปราสาท ซึ่งถือว่าเป็นยอดเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางของโลกและจักรวาล และเป็นที่ประทับของเทพเจ้าตามคติฮินดู ขึ้นไปชมภาพแกะสลักเทพอัปสร หรือนางอัปสรา องค์ที่ได้รับการยกย่องว่างามวิจิตรตระการตาที่สุด ในบรรดาภาพนางอัปสรากว่า 1,700 องค์ที่แกะสลักไว้รายรอบปราสาทนครวัด ชมจนอิ่มตาอิ่มใจแล้ว ค่อยย้อนกลับลงมาละเลียดชมภาพแกะสลักเล่าเรื่องมหากาพย์รามายณะ และมหาภารตยุทธ ในขณะที่คนส่วนใหญ่เดินสวนเราขึ้นไปปรางค์ประธาน วิธีเดินสวนทางกับคนอื่นเช่นนี้ ไม่ใช่จะไม่เจอคนเสียเลย เพราะมีนักท่องเที่ยวไม่น้อยที่คิดแบบนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าสูตรเดิม ที่แห่ไปชมจุดเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน พาลให้หงุดหงิดเสียอารมณ์ ที่สำคัญ อย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้ มีกฎระเบียบที่นักท่องเที่ยวควรทราบ คือต้องแต่งกายให้เรียบร้อย เป็นการเคารพต่อโบราณสถานอันเป็นสัญลักษณ์ของชาติกัมพูชา ประเภทกระโปรงสั้นเต่อ กางเกงขาสั้นจู๋ สวมเสื้อแขนกุด เปิดแผ่นหลังอร่าม จะถูกห้ามเข้านครวัด นอกจากนั้น บริเวณปรางค์ประธาน ชั้น 3 พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สุดของตัวปราสาท จะปิดไม่ให้ขึ้นชมเดือนละ 4 วัน ในทุกวันพระ (เพราะนครวัดถูกเปลี่ยนจากเทวสถานฮินดูเป็นพุทธสถานแล้ว) เพื่อให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ผ่อนพักจากการต้อนรับผู้คนมากมายในแต่ละวันบ้าง อย่างเดือนนี้ปิดในวันที่ 5, 11, 19 และ 26 มกราคม ซึ่งในความเป็นจริง เทวสถานฮินดูแต่โบราณก็ไม่ได้เปิดให้ชาวบ้านขึ้นไปกราบไหว้ได้อิสระ จะมีเพียงพราหมณ์คอยทำหน้าที่ติดต่อกับเทพเจ้า โดยสวดมนต์ จุดกำยาน รดน้ำ เซ่นสังเวยเทวดาในแต่ละวัน กับอีกชนชั้นหนึ่ง คือกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ส่วนชาวบ้านรอรับน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้านนอก จึงเห็นว่าบันไดขึ้นสู่ปรางค์ประธานชั้น 3 นั้นทั้งสูงและชัน เพราะไม่ได้สร้างให้คนนับเป็นพันๆ ปีนขึ้นไปเช่นทุกวันนี้ จึงคาดว่าในอนาคตอาจมีคำสั่งปิดสนิทชั้น 3 เพื่อรักษานครวัดไว้ให้ยาวนานที่สุด เพราะเวลานี้ สิ่งที่ยูเนสโกกังวลมาก คือการที่เมืองเสียมเรียบมีโรงแรม เกสต์เฮ้าส์ผุดขึ้นมากมายมหาศาล โดยระบบประปารองรับไม่ทัน จึงต่างก็ขุดเอาน้ำบาดาลมาใช้ จนน่าเป็นห่วงว่าจะส่งผลให้นครวัดทรุดตัวลงได้ ว่ากันว่า รัฐบาลมีโครงการลงทุนทำระบบประปาใหม่ โดยต้องทุ่มงบถึงราว 500 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะดึงงบจากไหนมาลงทุน แต่ผมคิดว่า ถ้าจำเป็นจริงๆ จะสักกี่ร้อยล้านก็ต้องทำ เพราะถ้าถึงวันที่นครวัดทรุดจริงๆ อาจโกลาหลกันทั้งประเทศ เพราะเป็นที่ทราบดีว่า นครวัด นครธมนั้น นำรายได้เข้ากัมพูชามากเป็นอันดับหนึ่ง ปัจจุบันนี้ สิ่งที่ “อัปสรา” (APSRA) หน่วยพิทักษ์โบราณสถานของทางการกัมพูชาทำได้ คือห้ามไม่ให้รถบัสขนาดใหญ่เข้าไปแล่นในเขตอนุรักษ์ชั้นในสุดเท่านั้น แต่ปัญหาหลักเรื่องน้ำบาดาลยังหนักอกกันอยู่ ไม่แน่ว่าถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ เสถียรภาพของนครวัด อาจสั่นสะเทือนเสถียรภาพของรัฐบาลกัมพูชาด้วย ไหนๆ ก็แนะนำเคล็ดลับชมนครวัดแล้ว อยากบอกว่า โปรแกรมยอดนิยม ชมนครวัด แล้วปีนเขาขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกที่ “พนมบาแคง” ผมเลิกปีนขึ้นไปหลายปีมาแล้ว ด้วยปัญหาเดิม คือผู้คนมหาศาลล้านแปด ดูจบแล้วรถติดยาวเหยียด น่าเบื่อสุดๆ ผมเลยหันไปปีน “ปราสาทแปรรูป” แทน เพราะปีนง่าย คนไม่เยอะ แล้วยังได้ชมสิ่งแปลก ๆ คือปูนปั้นเป็นรูปเทพธิดามีปากเหมือนหมู บางคนตั้งชื่อให้ว่า “นางอัปสราแก้วหน้าม้า” แต่ผมคิดว่าเป็นรูป “วราหิเทวี” ชายาของพระนารายณ์ ในภาคที่อวตารเป็นหมูป่า เรียกกันว่า “วราหาวตาร” มากกว่า ส่วนที่ว่าครบ 900 ปีนครวัดทั้งที จะมีงานฉลองใหญ่โตหรือไม่? สงสัยต้อง...โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ............................................ (เคล็ดลับเที่ยว 900 ปี มหาศิลานคร : คอลัมน์ท่องไปกับใจตน : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล)
Subscribe to:
Posts (Atom)
Blog Archive
-
▼
2013
(246)
-
▼
April
(55)
- หมอบ บัง ยึด ซักซ้อมแผ่นดินไหว ภัยไกลตัวที่เกิดขึ้...
- เที่ยว 12 เดือนสุขใจให้พลังชีวิต!
- ๑ ทศวรรษ ธรรมะประยุกต์ ชุดหนังสือธรรมะ ว.วชิรเมธี...!
- Fresh Boxx Salad Café ความอร่อยของผักหลากสี
- เริ่มความทรงจำใหม่กับสวนสยาม
- BMW X6 xDRIVE 30D M-SPORT EDITION (ตอนที่2)
- ความภูมิใจในชีวิต เอกดรุณ ศรีสนิท ได้ดูแลเรื่องลิข...
- เพาะเมล็ดพันธุ์ใหม่ สร้างสังคมแห่งกำลังใจ
- เปิดคลังของเล่นชวนเสียวฉบับไฮโซ วิตถารเอาใจคนมีตังค์
- แนะ เทคนิคจูงใจให้ลูกน้อยเจริญอาหาร
- แมคคานิคี เวลอชชีนาฬิกาสปอร์ตโดนใจ
- แพทย์ระบุ นมแม่กระตุ้นภูมิต้านทานตั้งแต่แรกเกิด
- คุณหญิงกษมา นักเขียนหน้าใหม่สานฝันผลิตหนังสือเพื่อ...
- นีเวีย เฟ้นหาพรีเซ็นเตอร์สุดแซสซี่!
- แนะ วิธีบริหารแก้ปัญหาหนังตาตก
- เซ็นทรัล อุบลฯแหล่งช็อปใหม่ของชาวอีสานตอนล่าง
- คนกรุงสาดน้ำดับร้อน ต้อนรับมหาสงกรานต์ที่ไหนกันเอ่ย??
- “สตรอเบอรี่ ช็อตเค้ก” อร่อยชุ่มฉ่ำพาเพลินรับสงกรานต์
- ครอบครัวอบอุ่นคือพื้นฐานของสังคมเข้มแข็ง
- เด็กๆกรี๊ด!! แฮปปี้เบิร์ธเดย์กับเค้กดิสนีย์แสนสนุก
- ความสุขยกระดับ!! เดอะ คัลเลอร์ โชว์ แอท สยามดิสคัฟ...
- สงกรานต์สีขาว ร่วมสืบสานประเพณีไทย เล่นน้ำแบบไม่โป...
- ตอบโจทย์ตรงใจขาช็อป
- ช็อปออนไลน์ที่โลตัส
- ศุกร์สบาย 12/04/56
- ผัดหมี่โคราช
- อัพเดทแบรนด์หรู ที่ ลักซ์แกเลอรี
- ลายกราฟฟิก มาแรง รันเวย์ Hypnotized
- อัญเชิญพระพุทธรูป 9 ปาง ให้ชาวบางแคสรงนํ้า
- แบล็คแจ็ค ฉลองบูติกใหม่ อัพเดทเสื้อผ้า 20 แบรนด์ดัง
- ซัมเมอร์สดใสกับ Marella
- 6 สาวงามมีแววไปต่อบนเวที มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2013
- แนะ ใช้ครีมกันแดดแม้อยู่ในร่ม
- ยูทิป ไอดอล ปี 5 เติมฝันสาวแรกรุ่น
- มหัศจรรย์ เปลือกสนฝรั่งเศส
- ปัน ปัน อิตาเลียน ที่อาจจะลืม
- โกนหนวดแบบไหนดี... สไตล์เซเลบหนุ่มสุดฮอต!
- “โรมัน อาร์ติโชค” จานเด็ดอร่อยจริงไม่อิงนิยาย
- ยูกิ-นราวดี ศรีกาญจนา จอมทัพหญิงผู้อยู่เบื้องหลังค...
- นางฟ้า ตกสวรรค์...! (ชมคลิป)
- ผู้ช่วยมือขยันของ แฟชั่นนิสต้ายุคดิจิตอล
- นั่งฟรอนต์โรว์ติดขอบครัวโอเรียนเต็ล!! ล้วงสูตรลับป...
- เคล็ดลับดีไซเนอร์ระดับโลก เปิดตาให้กว้าง...ค้นหาแร...
- 9 กระบวนท่าสุดฟิต พิชิตอาการปวดหลัง
- สยามเซ็นเตอร์ เปิดพื้นที่แฟชั่น วิชันนารี่ เวทีสำห...
- เทศกาลสงกรานต์ตามห้างดัง สรงน้ำพระ 9 วัด เล่นสนุกย...
- วท.ตั้งศูนย์มาตรฐานรสชาติอาหารไทย ประเดิม 3 เมนูยอ...
- แกงปูใบชะพลู
- 1 ปี ลอฟฟีเซียลไทยแลนด์ ประชัน ซัมเมอร์เฟสติวัล
- เทคนิคพิชิตใจชายหนุ่ม ด้วยไอเท็มใต้ร่มผ้า!!!
- อร่อยทะลุโลก! โบ.ลาน ประกาศศักดาอาหารไทยบนเวทีโลก!
- หมูแดงแรงฤทธิ์ BMW 328i SPORT (ตอนที่1)
- ระเบิดความชิค อาร์ตตัวแม่กับ CMRR BOMB clutch
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีมิตรที่ดี...
- เพนท์เฮ้าส์ อภิมหาราคาแพง มีเงินพันล้านยังซื้อไม่ไ...
-
▼
April
(55)